1. คำลงท้ายของสารแอลคีน คือ อีน (-ene)
C2H4 = Ethene, C3H6 = Propene,
C4H8 = Butene, C5H10 = Pentene,
C6H12 = Hexene, C7H14 = Heptene,
C8H16 = Octene, C9H18 = Nontene,
C10H22 = Decene
2. ใช้โซ่ต่อเนื่องที่ยาวที่สุด ซึ่งมีพันธะคู่รวมอยู่ด้วยเป็นโซ่หลัก
3. ต้องระบุตำแหน่งของพันธะคู่โดยให้คาร์บอนตัวแรกของพันธะคู่มีเลขต่ำสุด
สมบัติทางกายภาพ
คล้ายสารประกอบอัลเคน เช่นไม่ละลายน้ำ จัดเป็นสารประกอบโคเวเลนต์แบบไม่มีขั้ว จะละลายได้ดีในตัวทำละลายอินทรีย์ เป็นต้น
การเตรียมสารประกอบอัลเคน
3. Hydrogenhalogenation of alkene
เติมแอลคีนด้วย HX
4. Hydroxylation of alkene
เติมหมู่hydroxylลงในโมเลกุลแอลคีนได้ผลิตภัณฑ์เป็นglycolหรือเรียกอีกอย่างว่าปฎิกริยาฟอกจางด่างทับทิมโดยใช้ด่างทับทิมละลายในเบสเป็นรีเอเจนต์
5. Hydration of alkene
เติมน้ำลงในโมเลกุลแอลคีนได้ผลิตภัณฑ์เป็นแอลกลอฮอร์
6. Ozonolysis of alkene
ใช้โอโซนตัดโมเลกุลของแอลคีนให้กลายเป็นแอลดีไฮด์หรือคีโตน
7. Polymerization
เป็นปฎิกริยาในสภาวะเหมาะสมหระหว่างแอลคีนด้วยกันเองทำให้เปนสารประกอบที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นเป็นโพลิเมอร์
สารประกอบแอลไคน์และแอลคาไดอีน
เป็นสารประกอบไม่อิ่มตัวเนื่องจากมีพันธะสาม มีสูตรโครงสร้างทั้งโซ่ตรงและโซ่สาขา
และจะมีไอโซเมอร์เมื่อมีคาร์บอน 4 อะตอมขึ้นไป
การเรียกชื่อแอลไคน์
ระบบ Formriar name เรียกคล้ายกับ alkane แต่ลงท้ายเป็น yne เช่น
ระบบ IUPAC มีหลักการคล้ายกับ alkane คือ
1. เลือกโซ่ที่ยาวที่สุดมีพันธะสาม และพันธะต้องเป็นตำแหน่งคาร์บอนตัวเลขน้อยที่สุด ลงท้าย yne
2. ในกรณีที่สูตรมีทั้งพันธะสองและพันธะสาม ถือว่าพันธะสองสำคัญกว่า นั่นคือ พันธะสองต้องมีตัวเลขน้อยที่สุด การอ่านชื่อให้ตัด e ของ ene ออกเป็น -en-yne
3. ในกรณีที่มีพันธะสามมากกว่า 1 พันธะให้บอกจะนวนพันธะเป็นภาษากรีก
สมบัติของสารประกอบแอลไคน์
1. มีทั้ง 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ แอลไคน์ที่มีอะตอมคาร์บอนน้อยกว่า 1-3 เป็นก๊าซ 4-6 เป็นของเหลว C - 5 อะตอมขึ้นไปเป็นของแข็ง
2. สารตัวแรก acetylene เป็นก๊าชที่มีกลิ่นเหม็น มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายในตัวทำละลายในอินทริยบางชนิดที่เป็นดมเลกุลไม่มีขั้ว เช่นอีเทอร์ เบนซีน คาร์บอนเตตระคลอไรด์
3. มีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวต่ำและจะสูงขึ้นเมื่อมีมวลโมเลกุลเพิ่มขึ้น และมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงกว่า เอลคีนที่มีพันธะคาร์บอนเท่ากัน เพราะในโมเลกุลมีพันธะสามซึ่งมีพลังงานพันธะสูงกว่า
4. ในกรณีที่เป็นไอโซเมอร์ ไอโซเมอร์ที่เป็นโซ่ตรงจะมีจุดเดือดสูงกว่าโซ่สาขา
5. มีความว่องไวในการเกิดปฏิกิริยามากกว่าแอลเคนและแอลคีนเพราะเป็นสารประกอบไม่อิ่มตัว ( มีพันธะสามอย่างน้อย 1 พันธะ )
6. เกิดปฎิกิริยาการรวมตัวหรือรีเอเจนต์ต่าง ๆ ได้ดีกว่าแอลคีน
การเตรียมแอลไคน์
1.การเตรียมอะเซทีลีน
อะเซทีลีนเตรียมได้จากสารประกอบแคลเซียมคาไบด์กับน้ำ
2.geminal dihalides
เป็นปฎิกริยากำจัดออกโดยทำในสารละลายเบสแก่
ปฎิกริยาของแอลไคน์
1. Hydrogenation of Alkynes
2.Synthesis of Alkynes
เป็นการเตรียมแอลคีนโดยการเติมไฮโดรเจนลงในโมเลกุลขอลแอลไคน์และมีตัวเร่งเป็น Pd ใน BaSO4 หรือ CaCO3
สารประกอบแอลคาไดอีน
คือแอลคีนที่มีพันธะคู่2แห่งภายในโมเลกุลมีคุณสมบัติเหมือนแอลคีน
การเตรียมสารประกอบแอลคาไดอีน
1. Dehydration of Diols
เป็นปฎิกริยาการเตรียมแอลคาไดอีนโดยต้มกับกรดซัลฟิวริกทำให้ OH หลุดออกและกลายเป็นพันธะคู่
2. Dehydrohalogenation of isolated dihalides
เป็นการขจัด HX ออกจากโมเลกุล isolated dihalides โดยใช้แอลกลอฮอร์กับเบส KOH
3. Polymerization
เป็นปฎิกริยาในสภาวะเหมาะสมหระหว่างแอลไคน์ด้วยกันเองทำให้เปนสารประกอบที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นเป็นโพลิเมอร์สารประกอบอะโรมาติก
เป็นสารไม่อิ่มตัว ที่มีอะตอมต่อเป็นวงแหวน
มีสมบัติเป็นไปตาม กฎของฮุคเกล เช่น เบนซีน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น